November 30, 2019

แครอท กับประโยชน์ที่มากมายอย่าบอกใคร!

แครอท เป็นพืชที่ขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วย วิตามินและสารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน พบได้มากในพืช ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีน ให้ไปเป็นวิตามินเอได้ และอาจทำหน้าที่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และสรรพคุณของแครอท ยังเป็นยารักษาโรคได้ สามารถช่วยใช้รักษาอาการได้อย่างหลากหลาย และมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน!

ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดใสเปล่งปลั่ง

แครอท อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  เช่น วิตามินเอ ช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหนัง ซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อกระบวนการเติบโตของผิวหนังและเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังทำงานเป็นปกติ  วิตามินซีในแครอทช่วยสร้างคอลลาเจนซึ่งทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น นุ่ม  แลดูสุขภาพดี

ช่วยป้องกันเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายจากแสงแดด

รังสียูวีนับว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสีย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นอีกด้วย การรับประทานแครอทจะสามารถป้องกันผิวพรรณจากรังสียูวีได้ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นเหมือนสารกันแดดจากธรรมชาติ ช่วยปกป้องผิวได้อีกด้วย  มีรายงานว่า การรับประทานเบต้าแคโรทีน  90-180  มิลลิกรัม สามารถช่วยป้องกันแสงแดดเทียบเท่า SPF เท่ากับ 4

ช่วยบำรุงเส้นผม

ในแครอทมีวิตามินเอ ซึ่งช่วยป้องกันหนังศีรษะแห้งและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม  ลดการเกิดรังแค  ลดการหลุดร่วงของเส้นผม   มีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีวิตามินซีช่วยทำให้ผมที่ขาดน้ำหนักกลับมานุ่มสลวยขึ้น 

ช่วยบำรุงและรักษาสายตา

หากต้องการมีดวงตาคู่สวยอยู่ไปนาน ๆ แครอทสามารถช่วยได้เป็นอย่างดี เพราะแครอทมากด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน จึงป้องกันไม่ให้ดวงตาเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

ช่วยป้องกันการเกิดสิว

แครอทจะช่วยปรับค่า pH ของผิวเพื่อให้เกิดความสมดุล  ลดการทำลายเซลล์ผิว และลดการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว  การนอกจากนี้การดื่มน้ำแครอทผสมน้ำผึ้งก็ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดสิวได้

ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

หากต้องการมีรูปร่างที่ดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม ก็อย่าลืมรับประทานแครอทเป็นประจำ เพราะสารอาหารในแครอทจะช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารดีขึ้น และช่วยให้ร่างกายสามารถเผสผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี

โรคขาดวิตามินเอ

โดยปกติแล้วเมื่อรับประทาน แครอท เข้าไปร่างกายจะสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนให้เป็นวิตามินเอ ซึ่งมีงานวิจัยบางงานเกี่ยวกับการรับประทานแยมแครอท 1 ช้อนทุกวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่าสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเด็กที่เป็นโรคขาดวิตามินเอ และยังมีงานวิจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับการรับประทานแครอทขูดในปริมาณ 100 กรัมทุกวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 60 วันโดยทำการศึกษาทดลองกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ พบว่าระดับวิตามินเอเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์บางคนที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ

ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการมีประจำเดือน

ในแครอทมีธาตุเหล็กและสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินเอและเบต้าแคโรทีน  ในช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะสูญเสียธาตุเหล็กไปมากกว่าปกติส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ผมร่วง ขาดสมาธิและเป็นโรคโลหิตจางได้ อีกทั้งวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนยังช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดและควบคุมให้ประจำเดือนมาเป็นปกติได้

บำรุงสุขภาพในผู้หญิงตั้งครรภ์

แครอทสามารถช่วยบำรุงสุขภาพได้ดีทั้งคุณแม่และเด็กในครรภ์ วิตามินเอช่วยพัฒนาสมองและปอดของทารกในครรภ์อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติที่จะเกิดกับทารกได้อีกด้วย  ส่วนตัวคุณแม่ก็จะมีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคโลหิตจาง และยังกระตุ้นให้มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกอีกด้วย  นอกจากนี้แครอทยังเป็นอาหารควบคุมน้ำหนักให้คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์อีกด้วย

เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ และลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน

ไขมันและโรคอ้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดและหัวใจ กลุ่มอาการเมตาบอลิก และโรคเบาหวาน ซึ่งมีการศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำแครอทโดยให้กลุ่มตัวอย่างเพศชายจำนวน 8 คนและเพศหญิงจำนวน 9 คนบริโภคน้ำแครอทคั้นสดในปริมาณ 16 ออนซ์ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนและเก็บตัวอย่างเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่าการบริโภคน้ำแครอทเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของพลาสม่า

โรคไฟโบรมัยอัลเจีย

 ผู้ป่วยจะมีอาการตึง เมื่อย หรืออาการปวดกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง นอนไม่หลับ ปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ ปวดไมเกรน เครียด วิตกกังวล มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ สมาธิลดลง เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมังสวิรัติร่วมกับดื่มน้ำแครอท 2-4 แก้ว เป็นเวลา 7 เดือน พบว่าผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียบางคนมีอาการที่ดีขึ้น

อาการท้องเสีย

 นอกจากแครอทจะอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังอุดมไปด้วยกากใยอาหาร ซึ่งอาจมีส่วนช่วยปรับปรุงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก รวมถึงอาการท้องเสีย ซึ่งจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการให้ทารกและเด็กเล็กที่มีอาการท้องเสียอย่างเฉียบพลัน อายุระหว่าง 3-48 เดือนที่มีภาวะขาดน้ำไม่มากถึงระดับปานกลางจากอาการท้องเสีย รับประทานสารละลายเกลือแร่ที่มีส่วนผสมของแครอทและข้าว พบว่ากลุ่มตัวอย่างถ่ายอุจจาระและมีระยะเวลาที่เกิดอาการท้องเสียลดลง

ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

สาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งมาจากอนุมูลอิสระที่มาจากอาหารและมลพิษที่อยู่รอบตัว เมื่อเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะทำลายเซลล์และแปรสภาพให้เซลล์นั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่หากรับประทานแครอทอยู่เป็นประจำ  ร่างกายจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่างๆ รวมถึงมะเร็งเต้านมได้ อีกทั้งยังช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็งที่เข้าสู่ร่างกายแล้วด้วย  จากงานวิจัยพบว่า เบต้าแคโรทีนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงใกล้หมดประจำเดือนได้

โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

 มีการศึกษาทดลองเกี่ยวกับพลาสมาและอาหารที่มีส่วนประกอบของแคโรทีนอยด์และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าระดับพลาสม่าแคโรทีนอยด์สูงอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อย ซึ่งจากการศึกษานี้ได้แนะนำว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนอาจทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายวัยหนุ่มได้

อ่านบทความอื่นๆ

ช็อกโกแลต มีประโยชน์นะ!